รีวิวภาพยนต์ เรื่อง Army of the Dead – แผนปล้นซอมบี้เดือด

เมื่อ HBO Max ปล่อยฉาก “Justice League” ของผู้กำกับแซ็คสไนเดอร์ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่แบ่งแยกจากสตรีมเมอร์รายใหญ่รายหนึ่งไปยังอีกสตรีมเมอร์พร้อมกับ Netflix รอบปฐมทัศน์ในสัปดาห์หน้าเรื่อง “Army of the Dead” ซึ่งจะฉายในโรงภาพยนตร์แบบ จำกัด ในวันพรุ่งนี้ 12 พฤษภาคม . . ไม่มีใครสามารถตั้งชื่อหนังซอมบี้ได้ว่า“ … of the Dead” และไม่คาดคิดว่าจะมีการเปรียบเทียบกับ George A. Romero ผู้ยิ่งใหญ่ แต่สายเลือดของสไนเดอร์นั้นรวมถึงการรีเมคที่ดีเพียงเรื่องเดียวของการตวัดอันเดดของปรมาจารย์ในเวอร์ชั่น 2004 ของเขา “รุ่งอรุณแห่งความตาย”

ดังนั้นสิ่งใหม่จะตรงกับการรีเมคสยองขวัญที่ตึงเครียดหรือผลงานของโรเมโรเองหรือไม่? ใช่และไม่. มีองค์ประกอบของมหกรรมแอ็คชั่นก้าวร้าวที่เกิดขึ้นอย่างแน่นหนาและถูกดำเนินการโดยส่วนใหญ่อยู่ในแผนก “ซอมบี้ยิงหัว” นอกจากนี้ยังมีธีมที่ให้ความรู้สึกสับสนและตัวละครที่บางอย่างไม่น่าเชื่อ – ใช่แล้วแม้กระทั่งสำหรับภาพยนตร์เช่นนี้ที่ตัวละครไม่ค่อยเหมาะสม ถึงกระนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มอบสิ่งที่สัญญาไว้ในชื่อเรื่องซึ่งอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับแฟน ๆ ของสไนเดอร์และผู้ที่กำลังมองหาภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่องใหม่ในยุคที่ยังคงรู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องดังทั้งหมดได้รับความล่าช้า

“ Army of the Dead” เปิดฉากด้วยฉากอันชาญฉลาดที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางทหารที่ชนกับคู่บ่าวสาวคู่หนึ่ง“ ฉลอง” การแต่งงานของพวกเขาขณะขับรถไปตามทางหลวงเนวาดา บทสนทนาเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่าขบวนรถมาจาก Area 51 เมื่อไม่นานมานี้และน้ำหนักบรรทุกที่ไม่ได้กำหนดของพวกเขานั้นอันตรายมากที่อาวุธระดับทหารของพวกเขาจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก เมื่อตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่รองรับผู้โดยสารที่เสียชีวิตนั้นได้รับความเสียหายมันจะเปิดออกและทหารที่รอดชีวิตจากอุบัติเหตุก็รีบเปลี่ยนเป็นอันเด ธ ก่อนที่จะปีนขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อไปเที่ยวชมเมืองแห่งบาปลาสเวกัส

ARMY OF THE DEAD – Cr: Clay Enos / Netflix © 2021

ในเวอร์ชั่นปก (แน่นอน) ของ“ Viva Las Vegas” สไนเดอร์เปิดเผยภาพตัดต่ออันชาญฉลาดของการสังหารที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา โชว์สาวซอมบี้เปลือยท่อนบนเขมือบผู้ชายในอ่างอาบน้ำ ซอมบี้เปลี่ยนพื้นคาสิโนให้เป็นสนามเด็กเล่น ทหารเข้ามาเพื่อกำจัดผู้รอดชีวิตให้ได้มากที่สุดก่อนที่ทั้งเมืองจะถูกปิดล้อม เครดิตยังแนะนำเราให้รู้จักกับผู้เล่นหลักของเราเช่น Ward (Dave Bautista), Cruz (Ana de la Reguera) และ Vanderohe (Omari Hardwick) – ทหารสามคนที่มีเป้าหมายที่ตายแล้วและโชคดีมาก แม้ว่าหลังจากหนีออกจากเมืองแล้วพวกเขาก็กลับไปทำงานที่ปกสีน้ำเงินในขณะที่รัฐบาลถกเถียงกันว่าจะทำอย่างไรตอนนี้ราชาผีดิบกำลังเปิดคาสิโนที่เรียกว่าโอลิมปัส

รีวิวภาพยนต์ เรื่อง Freaks: You’re One Of Us

หนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ยังขยันทำกันออกมาเรื่อยๆ ไม่หยุดหย่อน หาทางฉีกแนวออกไปเรื่อยๆ แม้แต่เรื่องนี้เองก็ยังหยิบความเกลื่อนกลาดของหนังซูเปอร์ฮีโร่ไปแขวะเป็นมุกตลกไว้ด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็พยายามฉีกแนวออกไปในแบบบ้านๆ ทุนต่ำตามงบหนัง Netflix แต่ด้วยเครดิตชื่อหนึ่งในผู้เขียนบท Dark (คนเขียน Marc O. Seng เขียน 7 ตอน ตั้งแต่ SS1-3) ก็ทำให้เรื่องนี้มีพื้นฐานเรื่องราวที่มาที่ไปและการเล่าเรื่องที่ดีพอให้หลุดพ้นจากหนังเกรดต่ำของ Netflix ได้เลย

เรื่องเปิดมาเล่าเรื่องด้วยปริศนามีเหตุร้ายในโรงเรียน ก่อนพบกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่ติดอยู่ในเหตุการณ์นั้นแบบขวัญผวา เรื่องราวตัดมาที่ปัจุบันเธอกลายเป็นแม่บ้านวัยกลางคน มีลูกชาย 1 คนกับสามีสุดที่รัก แต่ว่าฐานะทางการเงินของครอบครัวกำลังลำบาก บ้านกำลังจะถูกยึด เธอจึงต้องทำงานร้านอาหารช่วยเหลือครอบครัว และยังต้องกินยาคุมอาการทางประสาทจากเหตุการณ์ในวัยเด็ก ก่อนที่จะพบกับคนจรจัดที่มาบอกเธอว่า เธอคือพวกเดียวกันกับเขา เป็นคนที่มีพลังพิเศษซ่อนอยู่!

ด้วยความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ต้องไม่พ้นการใช้ CG เพื่อให้มีฉากแอ็กชั่นหรือโชว์พลังพิเศษให้คนดูว้าวตามให้ได้ ไม่งั้นก็คงจืดสนิท ซึ่งผู้กำกับก็รู้ว่าตัวเองมีงบไม่มาก จึงพยายามใส่ฉากพวกนี้ลงไปแบบใช้มุมกล้องตัดหลบจังหวะที่ต้องโชว์พลังสดๆ แล้วไปถ่ายเอาตอนผลลัพธ์ที่ออกมาแทน ซึ่งในกรณีของนางเอกที่เป็นจอมพลังก็มักจะใช้เทคนิคนี้อยู่หลายครั้ง รวมถึงตัวละครอื่นที่มีพลังพิเศษเว่อร์ๆ อย่างร่างกายคงกระพันก็มีฉากโดดลงไปให้รถสิบล้อทับ แต่ก็ไม่ได้ตัดให้เห็นสภาพสดทันที ซึ่งถ้าเป็นหนังโรงก็คงดูทุนต่ำเกินไป แต่พอมาเป็นหนังลงสตรีมอย่าง Netflix ก็ถือว่ายอมรับได้ เพราะว่าความสนุกของเรื่องยังอยู่ แม้จะตัดฉากข้ามไปแบบนี้ แต่เรื่องก็ยังมีอารมณ์ความรู้สึกสนุกแบบซูเปอร์ฮีโร่มอบให้ได้อยู่

รีวิวภาพยนต์เรื่อง The Witches แม่มดของโรอัลด์ ดาห์ล

สำหรับ The Witches ฉบับนี้มีการปรับเปลี่ยนชาติพันธุ์ของตัวละครให้เป็นชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และปรับเรื่องให้เกิดขึ้นที่อลาบามา เมื่อแม่มดเริ่มคืบคลานดั่งฝันร้ายในอดีต คุณยาย (ออคตาเวีย สเปนเซอร์) จำต้องหนีเหล่าแม่มดร้ายเพื่อความปลอดภัยของหลานรัก(จาห์เซีย คาดีม บรูโน) เธอจึงพาเขาหลบไปพักที่โรงแรมหรู แต่โดยไม่ทันตั้งตัวเหล่าแม่มดร้ายนำโดย ราชินีแม่มด (แอนน์ แฮททาเวย์) ก็พาเหล่าสมุนไปชุมนุมกัน ณ. โรงแรมดังกล่าว

และขณะที่หนุ่มน้อยหลานยายลักลอบเข้าไปอยู่ท่ามกลางวงประชุมเขาก็โชคร้ายที่ต้องถูกสาปให้กลายเป็นหนูพร้อมกับบรูโน (โคดี ลี อีตสติก) หนุ่มอ้วนตะกละและได้ผูกมิตรกับ แมรี (คริสตีน เชโนเวธ) หนูที่คุณย่าหามาให้หลานรักเลี้ยงก่อนจะได้ทราบความจริงว่าเธอก็ถูกสาปเหมือนกัน งานนี้ 3 หนูและ 1 คุณย่าสุดเฟี้ยวต้องหาทางหยุดเหล่าแม่มดไม่ให้สาปเด็กทั้งโลกเป็นหนูให้จงได้

เปรียบเทียบกันเฉพาะฉบับภาพยนตร์์ The Witches ทั้ง 2 เวอร์ชันต่างถือสัญชาติของตน ฉบับปี 1990 เป็นหนังอังกฤษ ตัวละครคือคนอังกฤษเหมือนกับที่โรอัลด์ ดาห์ล เขียนไว้ แต่สำหรับฉบับปี 2020 หนังถูกทำให้เป็นอเมริกันแบบเต็มขั้นตั้งแต่การให้ตัวละครนำเป็นคนแอฟริกัน-อเมริกันและเมืองอลาบามาที่ถูกกล่าวถึงทั้งในอดีตและปัจจุบันก็เข้ากับเรื่องลึกลับไสยศาสตร์ได้ดีไม่น้อย

รวมถึงสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่จัดเต็มด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกสมัยใหม่ซึ่งเราไม่ต้องพูดถึงความอัศจรรย์บนจอที่แปลงร่างให้แอนน์ แฮททาเวย์กลายเป็นแม่มดน่าเกลียดน่ากลัวหรือเหล่าบรรดาหนูคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวดูอิสระและร่วมผจญภัยไปกับงานภาพที่ไร้ขีดกำจัดมากกว่าแต่กระนั้นหนังก็ดันมีตำหนิด่างพร้อยด้วยว่าบรรดาเอฟเฟกต์กลับบดบังความหัวใจของงานเขียนโรอัลด์ ดาห์ลไปอย่างน่าเสียดาย

โดยมันกล่าวถึงการก้าวข้ามความเสียใจจากการสูญเสียครอบครัวและการสั่งสอนเด็ก ๆ ไม่ให้ตะกละและไว้ใจคนแปลกหน้าที่เล่าแบบไม่ให้ความสำคัญโดยเฉพาะการพยายามปูความสัมพันธ์ระหว่างย่ากับหลานที่แม้ออคตาเวีย สเปนเซอร์จะแสดงได้ดีแค่ไหนแต่การกำกับทิศทางของเรื่องในช่วงนี้กลับไม่ได้รับความสำคัญและมันยังยัดเยียดการกล่าวถึงแม่มดมาในช่วงแรกซะนานสองนานเลยทีเดียว

รีวิวภาพยนต์ เรื่อง Thunder Force

โดยเรื่องราวในภาพยนต์นั้นThunder Force บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างเอมิลี่ (ออคตาเวีย สเปนเซอร์) และลิเดีย (เมลิสซ่า แม็คคาร์ทนีย์) โดยคนแรกเป็นสาวเนิร์ดคงแก่เรียน ในขณะที่คนหลังเป็นสาวขาลุยที่ไม่ค่อยจะฉลาดนัก โดยเอมิลี่นั้นสูญเสียพ่อแม่จากเหตุการณ์ที่มนุษย์พลังพิเศษหรือ “เครียมส์” ได้ก่อการร้าย ทำให้เอมิลี่ตั้งปณิธานว่าวันหนึ่งในอนาคตเธอจะประดิษฐ์นวัตกรรมที่เปลี่ยนมนุษย์ธรรมดาให้มีพลังวิเศษเพื่อไปต่อสู้กับเครียมส์ตัวร้ายให้ได้

แม้เอมิลี่จะสนิทกับลิเดียแค่ไหน แต่วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองต้องบาดหมางใจและไม่ติดต่อกันเกือบยี่สิบปี กระทั่งเมื่อทั้งสองเข้าสู่ช่วงชีวิตวัยกลางคน ลิเดียพยายามหาทางติดต่อเอมิลี่เพื่อให้กลับมาร่วมงานเลี้ยงรุ่น เธอได้พบความจริงว่าเอมิลี่นั้นกลายเป็นนักวิจัยที่มีบริษัทใหญ่โตและร่ำรวยราวกับโทนี่ สตาร์ค ซึ่งเธอกำลังค้นคว้าวิธีการทดลองเปลี่ยนแปลงระบบพันธุกรรม ความซุ่มซ่ามของลิเดียทำให้เธอถูกฉีดสารเคมีและทำให้ตัวเองมีพลังพิเศษขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ

ระหว่างลิเดียกำลังรับมีกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้น เธอพบว่าตัวเองหลงใหลกับการกิน “ไก่ดิบ” ไปพร้อมๆกับพลกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ส่วนเอมิลี่เองก็ปรับสมดุลร่างกายของตนเองจนพบว่ามีพลังวิเศษในการล่องหน ทั้งสองจึงร่วมมือกันเพื่อออกปราบเครียมส์และฟื้นฟูความสัมพันธ์อันก่อเกิดเป็นมิตรภาพอีกครั้ง

น่าเสียดายที่ Thunder Force สามารถเป็นหนังตลกโปกฮาที่ขายขำได้ไม่ยาก แต่กลายเป็นว่าหนังเล่นวนเวียนอยู่กับเรื่องตลกเจ็บตัว สังขาร เป็นหลัก มิหนำซ้ำบทภาพยนตร์ก็เบาหวิวไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย ทุกอย่างเลยจืดชืด ไม่สนุกและดำเนินไปอย่างยืดยาด เมื่อเราหวนกลับไปดูเครดิตของตัวผู้กำกับอย่างเบน ฟัลคอน ซึ่งเป็นสามีของเมลิสซ่า แม็คคาร์ทนีย์ และยังกำกับหนังที่ภรรยาตัวเองเล่นมาตั้งแต่ Tammy, The Boss และ Life of the Party จนมาถึง Thunder Force เป็นเรื่องล่าสุด ซึ่งแต่ละเรื่องที่ผ่านมานั้นคำวิจารณ์อยู่ประมาณปานกลางจนถึงแย่

รีวิวภาพยนต์เรื่อง นาจา : เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ

ว่าด้วยเรื่องภาพยนต์ที่ใครหลายๆคนคงนึกออกถึงตำนานของ นาจา ที่เมื่อหลายปีนั้นเคยทำออกมาเป็นอนิเมชั่นที่มาในรูปแบบเด็กน้อยผู้ทรงพลัง นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ เรื่องราวเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ในเมืองเมืองตงไห่ ประเทศจีน บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ผู้คนกำลังอดอยาก โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำจืดอย่างหนัก แม่น้ำลำคลองแห้งขอด ฝนไม่ตกมาเนิ่นนานแล้ว และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตของผู้คน แต่โชคร้ายที่โรงงานผลิตน้ำจืด กลับเอารัดเอาเปรียบประชาชน ซ้ำร้าย ทั้งเมืองอยู่ภายใต้อิทธิพลของตระกูลเต๋อ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลและควบคุมทรัพยากรน้ำไว้แต่ผู้เดียว และเอารัดเอาเปรียบประชาชนอย่างบ้าคลั่ง

หลี่อวิ๋นเสียง เด็กหนุ่มเลือดร้อน ไม่ยอมคน ทำอะไรขาดการคิดหน้าคิดหลัง จนทำให้ผู้คนรอบข้างเดือดร้อนเสมอ เป็นผู้รักการขับขี่และแต่งรถมอเตอร์ไซด์เป็นชีวิตจิตใจ ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองตงไห่ วันๆเขาไม่ทำอะไรเป็นรูปประธรรม ไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน เอาแต่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปวัน ๆ แต่เบื้องหลัง เขาคือหนึ่งในขบวนกานโจมตีโรงงานยามวิการ เพื่อให้ระบบส่งน้ำของโรงงานมีปัญหา และจะได้จ่ายน้ำให้กับประชาชนในเมืองตงไห่

หลี่อวิ๋นเสียง อาศัยอยู่ในสลัมร่วมกับพ่อ พี่ชายและ คาชา น้องสาว ซึ่งความสัมพันธ์โดยรวมของบ้านก็ไม่ค่อยจะดีมากนัก โดยเฉพาะพ่อ อยากให้หลี่อวิ๋นเสียง ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่านี้ พ่อดุด่าเรื่องพฤติกรรมของเขาบ่อยครั้ง ตัวเขาก็ไม่ค่อยพอใจพ่อมากนัก

วันหนึ่ง หลี่อวิ๋นเสียงขี่มอเตอร์ไซค์ร่อนไปทั่วเมืองกับคาชาน้องสาวของเขา เขาได้เจอกับแก๊ง ลูกพี่เต๋อ ซึ่งก็คือลูกชายของตระกูลเต๋อ ผู้มีอิทธิพลของเมืองนี้ ลูกพี่เต๋อ อยากได้มอเตอร์ไซค์ของหลี่อวิ๋นเสียง จึงเกิดการขับรถไล่ล่ากัน แม้หลี่อวิ๋นเสียงจะขี่มอเตอร์ไซค์เก่งกาจแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นได้ เกิดการต่อสู้กัน อย่างนั้นลูกพี่เต๋อ ก็เผยตัวตนให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา เขาคือมังกรที่อยู่ในร่างของมนุษย์ และได้ใช้ความสามารถของมังกร เข้าต่อสู้จนหลี่อวิ๋นเสียงสู้ไม่ได้ แล้วเอามอเตอร์ไซค์ไป แต่ในจังหวะที่จนตรอกที่สุดหลี่อวิ๋นเสียง กลับเผยร่างหนึ่งขึ้นมาขนาดใหญ่ เป็นร่างของเด็กชายที่อยู่ในเพลิง นั่นคือนาจา แล้วเข้าต่อสู้อีกครั้ง ครั้งนี้ ลูกพี่เต๋อสู้ไม่ได้ จึงเป็นฝ่ายถอยไป

รีวิวภาพยนต์ เรื่อง Red Dot : ลำแสงส่องตาย

โดยเรื่องราวของ Red Dot : ลำแสงส่องตาย นั้นเดวิดและนาเดีย คู่รักที่กำลังระหองระแหงในชีวิตคู่มาพักใหญ่ นาเดียกำลังตั้งท้องแต่เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเป็นแม่คน ประกอบกับการเป็นอินเทิร์นในวิชาแพทย์ทำให้เธอเหนื่อยกว่าปกติ ขณะที่เดวิดเองก็ดูไม่ค่อยจะเอาไหนและเหมือนไม่ค่อยจะสนใจใยดีกับงานบ้านนัก เพราะเขาดูจะติดเกมตามประสาผู้ชายทั่วไป จนกระทั่งทั้งสองคนตัดสินใจออกเดินทางไปทริปดูแสงเหนือของสวีเดนในเทือกเขาห่างไกล

แต่ดูเหมือนว่าหลังจากเดินทางมาถึงพวกเขาก็มีลางไม่ค่อยดีตั้งแต่มาถึง อาทิไปเชี่ยวรถของคนอื่นที่ปั้มน้ำมัน มิหนำซ้ำทั้งสองยังเจอการต้อนรับแปลกๆจากเจ้าของที่พัก อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็ดูไม่มีอะไรผิดปกติจนกระทั่งเช้าวันออกเดินทาง ที่นาเดียพบว่าท้ายรถของทั้งสองคนถูกเขียนเป็นคำว่า “ที่นี่ไม่ต้อนรับคนดำ” ทำให้นาเดียเกิดอาการหัวร้อน จนเธอไปมีเรื่องกับคนในพื้นที่

สองสามีภรรยาเดินทางไปตั้งแคมป์เพื่อรอดูแสงเหนือ แต่กลับกลายเป็นว่าพอตกกลางคืนพวกเขาถูกแสงเลเซอร์ของปืนไรเฟิลส่อง ตอนแรกพวกเขานึกว่ามันคือการกลั่นแกล้ง แต่หลังจากที่สุนัขที่พวกเขานำมาด้วยถูกยิงตาย ทั้งสองก็ขวัญกระเจิงและวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้ายและหนาวเย็นสุดขั้ว ประกอบกับความมืดทำให้ทั้งสองแทบจะตั้งหลักไม่ถูกจนกระทั่งเดวิดและนาเดียไปหลบอยู่ที่ชายคาห้องเก็บของแห่งหนึ่งจนกระทั่งรุ่งเช้าของอีกวัน เมื่อเดินทางกลับมาที่เตนท์อีกครั้งพวกเขาก็ต้องตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายไปมากกว่าเดิม

รีวิวภาพยนต์เรื่อง The Dig – กู้ซาก

เรื่องราวเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1938 เมื่อหญิงม่ายลูกหนึ่งคือ อีดิธ เมย์ พริตตี้ ภรรยาของนายพันที่เสียชีวิตและเป็นเจ้าของสถานที่และไร่นาบนเนินที่ซัตตันฮู ชนบทในอังกฤษ เธอได้ว่าจ้างนักขุดค้นคือ บาซิล บราวน์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสามารถในงานขุดค้นทางโบราณคดีและยังเป็นผู้ที่ศึกษาศาสตร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง บาซิลยอมมารับงานขุดค้นที่เนินของซัตตันฮู ซึ่งอีดิธก็คิดว่าที่เนินแห่งนั้นจะมีซากของโบราณหรือหลุมศพของคนโบราณซ่อนอยู่

แต่กลายเป็นว่างานขุดค้นครั้งนี้กลับนำไปสู่การค้นพบซากเรือโบราณ ที่กลายเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกโบราณคดีตลอดกาล ซึ่งการขุดค้นครั้งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของมิตรภาพ ความรัก ความปรารถนา และการตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับวิถีปัจจุบัน อนาคต และสถานการณ์ของอังกฤษในเวลานั้นที่กำลังจะเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

ซีรีส์ดัดแปลงจากหนังสือของ จอห์น เพรสตัน โดยนำเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ในการขุดค้นพบทางโบราณคดีของอังกฤษและของโลกมาบอกเล่าได้อย่างลึกซึ้งและละเมียดละไมอย่างมาก ไดอาล็อคหรือบทพูดของตัวละครในเรื่องได้ผ่านการกลั่นกรองและแฝงนัยยะลึกซึ้ง ผนวกกับการแสดงชั้นยอดของทีมนักแสดงในเรื่อง การเดินเรื่องที่แม้ว่าจะเรียบง่าย แต่ก็มีชั้นเชิงและน่าติดตาม ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้จัดว่าเป็นหนึ่งในผลงานชั้นเยี่ยมของ Netflix ที่แนะนำให้รับชมเลยครับ

ก่อนอื่นต้องขอคารวะผู้กำกับ Simon Stone ว่านี่คือภาพยนตร์แนวดราม่า กึ่งชีวประวัติและอิงประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ที่บอกเล่าเรื่องราวการขุดค้นพบครั้งสำคัญทางโบราณคดี ที่นำเสนออกมาได้อย่างละเมียดละไมและเต็มไปด้วยไดอาล็อคที่ลึกซึ้ง แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าการตีความ รวมถึงการนำเสนอกระบวนการขุดค้นทางโบราณคดีในโลกความจริง และปัญหาภายในวงการที่คนนอกก็อาจไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่หนังก็ทำออกมาให้ดูง่าย

โปรดักชั่นของหนัง จัดว่าอยู่ในระดับที่สร้างออกมาได้ดีมาก ทั้งที่เอาเข้าจริงแล้ว ฉากเกือบทั้งหมดในเรื่องมากกว่า 90% วนเวียนอยู่ในสถานที่แค่ 2-3 แห่งเท่านั้น แต่การเล่าเรื่องกลับทำให้มันสนุกและน่าติดตามได้อย่างเหลือเชื่อเลย

รีวิวภาพยนต์ เรื่อง I Care a Lot – มีครบทุกรสชาติ

 มาร์ลา เกรย์สัน สาวนักธุรกิจที่เธอมีมาดภายนอกนั้นดูเป็นคนดีมีชีวิตที่หรูหราไฮโซ แต่จะมีน้อยคนนั้นที่จะรู้จักอาชีพของเธอและจะได้รู้ถึงเบื้องหลังของอาชีพของเธอและอาชีพของเธอนั้นแปลกใหม่แบบทีเราไม่เคยพบเห็นมาก่อน มาร์ลาจะมีเส้นสายกับพยาบาลในฝ่ายดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งก็เพื่อนร่วมขบวนการนั่นล่ะ พยาบาลจะเลือกคนไข้ที่ดูมีตังค์ และไม่มีลูกหลานดูแล เธอจะสรุปผลอาการว่าคนไข้รายนี้ไม่อยู่ในสภาพที่ดูแลตัวเองได้แล้ว และเสนอชื่อไปขอคำสั่งศาลว่าคนไข้รายนี้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่มืออาชีพ ซึ่งก็คือมาร์ลานั่นแหละ จากนั้นมาร์ลาก็จะพาเจ้าหน้าที่อุ้มตัวผู้สูงอายุส่งเข้าสถานดูแลคนชราโดยไม่จำเป็นต้องให้เธอได้รับความยินยอม แล้วก็เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนที่เธอโปรดปรานที่สุด คือการเข้าฮุบทรัพย์สิน ทั้งบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ ทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ซึ่งมีคำสั่งศาลหนุนหลังเธออยู่ว่าทำไปเพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลคนชราผู้นี้

ทุกอย่างก็น่าจะดูราบรื่นดี จนมาถึงคุณยายเจนนิเฟอร์ ปีเตอร์สัน ที่พยาบาลหมายมั่นปั้นมือมากว่า รายนี้อู้ฟู่จริง เช็กแล้วไม่มีลูกหลานด้วย มาร์ลาก็ดำเนินการตามขั้นตอนแบบแผนเช่นเดิม แล้วก็พบว่าเธอมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้มหาศาลเกินคาด เพียงแต่ว่า ที่จริงแล้วเธอไม่ใช่คุณยายตัวเปล่าเล่าเปลือย แต่มีความสัมพันธ์บางอย่างกับแก๊งมาเฟียรัสเซียสุดโหด โรมัน ลุนยอฟ บทของปีเตอร์ ดิงค์เลจ นั่นแหละ ส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไรไปดูเฉลยในหนังจะดีกว่า

นับว่าตั้งแต่เปิดตัวปีเตอร์ ดิงค์เลจ ออกมานี่ ดีกรีความเข้นข้นของหนังก็พุ่งพรวดทันที คือถ้าประเมินมวยคู่นี้ก็ถือได้ว่าต่างชั้นกันมาก ฝ่ายหนึ่งคือแก๊งมาเฟียจอมโหด มีลูกน้องเป็นกระตั้ก อีกฝ่ายเป็นสาวนักธุรกิจที่มีคู่ขาเลสเบี้ยนเป็นมือขวาคนเดียวเท่านั้น แต่ตรงนี้นี่ล่ะ ที่ทำให้หนังเดินหน้าไปอย่างสนุกสุดมันส์ เพราะว่าแม่มาร์ลานี่เธอก็พอตัว อาวุธของเธอก็คือความกล้า และสมองที่ฉลาดแกมโกง กล้าเผชิญหน้ากับโรมันซึ่ง ๆ หน้า กล้าต่อรองแม้กระทั่งอยู่ในสถานการณ์คอพาดเขียงอยู่แล้ว และเธอก็สามารถเอาคืนได้อย่างเจ็บแสบ คือดูไปลุ้นไปว่าหนังจะลงเอยอย่างไร แต่ก็ไม่เอาใจช่วยใครสักรายล่ะ เพราะในเรื่องนี้ไม่มีคนดีเลยสักคนเดียว ฝ่ายหนึ่งก็โจรในคราบนักบุญ อีกฝ่ายก็มาเฟียสุดโหด ช่วงหลังนี่ทั้งสองฝ่ายผลัดกันปล่อยหมัดสวนกันไปมาได้ถึงพริกถึงขิงจริง ๆ กลายเป็นหนังของ โรซามุนด์ ไพก์ กับ ปีเตอร์ ดิงค์เลจ ไปซะงั้น เพราะไดเอน วีสต์ นี่หายจ้อยไปเลย

ไม่ใช่แค่ไดเอน วีสต์ ที่หายไป ตัวละครปลีกย่อยที่ดูน่าจะมีสีสันก็โดนทิ้งไปเฉย ๆ หลายราย ทั้งบททนายลีลาสุดกวนของ คริส เมสซินา และมือสังหารหญิงฝีมือพระกาฬของ จูเลีย ไลแมน ที่ไม่เคยทำงานพลาดเลย ก็หายจากเส้นเรื่องเช่นกัน แต่กระนั้นหนังก็ยังเดินหน้าได้อย่างเข้มข้นน่าติดตาม สามารถพูดได้เต็มปากว่า อย่าพยายามคาดเดากับทิศทางของหนัง เพราะแต่ละฝ่ายพลิกกันได้เปรียบเสียเปรียบตลอดเวลา พลิกจนกระทั่ง 5 นาทีสุดท้ายของหนัง

รีวิวภาพยนต์อนิเมชั่น เรื่อง The Croods A New Age:เดอะครู้ดส์ 2 ตะลุยโลกใบใหม่

เรื่องราวของมนุษย์หินที่คาดว่าน่าจะเหลือครอบครัวเดียวในโลกนั้น เปิดฉากมาก็ยังคงเป็นครอบครัวที่ครบรสเหมือนเดิมเพิ่มเดิมมีเจ้าเสือตัวใหญ่เข้ามาอยู่ในสมาชิกด้วย แถมน้องน่ารักมาก นั้นเสือหรือหมากันแน่ โดยเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นย้อนไปปี 2013 ค่ายแอนิเมชันอย่าง Dreamworks ได้ปล่อยผลงานอย่าง The Croods แอนิเมชันที่จับไอเดียการสร้างคาแรกเตอร์ของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์มาเล่าในมุมมองของครอบครัวที่ทั้งชีวิตคุ้นเคยแต่กับการอยู่ในถ้ำจนได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ถ้ำกระทั่งได้พบการเปลี่ยนแปลงหลังคนแปลกหน้าก้าวเข้ามาในครอบครัวของเขาและโลกที่กำลังเกิดปรากฎการณ์แผ่นดินแยกตัว แม้หนังจะไม่ได้ประสบความสำเร็จระดับปรากฎการณ์แต่ด้วยความดีงามของหนังก็ทำให้มันมีภาคต่อออกมาในวันนี้

และต้องชื่นชมทีมบทใหม่ของหนังที่ยังคงหัวใจสำคัญของเรื่องราวได้โดยเฉพาะการสานต่อประเด็นความหวงลูกของกรั๊ก (นิโคลาส เคจ)และหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่เหมือนแบกโลกทั้งใบตลอดเวลาและยิ่งบทหนังพาตัวละครไปรู้จักกับเผ่าพันธุ์ใหม่ที่แม้จะชื่อ Betterman และดูท่าว่าจะ “ดีกว่า” ในสายตาครอบครัวของเขาก็ยิ่งตอกย้ำแผลในใจที่เหมือนตัวเองถูกลดความสำคัญในฐานะพ่อและหัวหน้าครอบครัวลงไปแสดงให้เห็นว่าทีมบทยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นครอบครัวที่สานต่อจากภาคแรกและให้ข้อคิดที่ดีในการอยู่ร่วมกันในครอบครัวได้ดีมาก

อีกความดีงามของบทหนังคือการเปิดประเด็นใหม่ ๆ อย่างการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ที่คราวนี้ มนุษย์ถ้ำแดนเถื่อน ๆ ต้องมาปะทะทางวัฒนธรรมกับเผ่าเบตเทอร์แมนที่เป็นมนุษย์ที่เริ่มมีวิวัฒนาการในการผลิตเครื่องทุ่นแรงและการคิดระบบชลประทานทำการเพาะปลูกเพื่อดำรงชีวิตที่นอกจากจะให้ความรู้ทางมานุษยวิทยาอย่างอ้อม ๆ แล้วยังเปิดประเด็นการเมืองการแย่งชิงพื้นที่ในโลกยุคใหม่ได้อย่างน่าคิดและหลายฉากหลายตอนที่แม้จะเป็นแอนิเมชันก็อดทำเราสะอึกไปกับการเหยียดเผ่าพันธุ์ที่เหมือนเป็นบทเรียนแรกในการสอนเยาวชนเรื่องความเท่าเทียมให้เห็นภาพได้ดีเหลือเกิน

และแม้เราจะชมบทภาพยนตร์จนเหมือนหนังจะออกมาเคร่งเครียดแต่ความจริงแล้ว The Croods A New Age กลับเป็นแอนิเมชันขายความบันเทิงที่มอบเสียงหัวเราะได้อย่างบ้าบอคอแตกมาก ๆทั้งจากเสียงพากย์ของนักแสดงจากภาคแรกผสมกับตัวละครใหม่และยังมีคาแรกเตอร์น่ารัก ๆ เพียบทั้งตัวเบลต์จากภาคแรกที่คราวนี้ได้เจอเบลต์สาว หรือจะเป็นหมาป่าแมงมุมที่ไม่เหลือความน่ากลัวใด ๆ รวมไปถึงเซอร์ไพร์สท้ายเรื่องกับเหล่าแก๊งสาวสลาตันที่ทำเอาคนดูหัวเราะไม่ได้หยุดหย่อนเลยทีเดียว

รีวิวภาพยนต์เรื่อง stowaway

การเล่าเรื่องอวกาศทุกเรื่องโดยธรรมชาติเป็นภาพยนตร์แนวเอาชีวิตรอด เมื่อความช่วยเหลือที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปหลายล้านไมล์เมื่อลูกบิดเล็ก ๆ จำนวนเท่าใดก็ได้ที่สามารถทำให้หญ้าแห้งได้และมีเพียงวัสดุที่อยู่ใกล้ที่สุดเท่านั้นที่แยกคุณออกจากสุญญากาศของอวกาศความเป็นไปได้ที่การตายของคุณจะปรากฏขึ้นทุกหน ลูกเรือสามคนของการสำรวจดาวอังคารของ Hyperion รู้ถึงความเสี่ยงเหล่านั้นแน่นอน ทั้งนักวิจัยทางการแพทย์ที่มั่นใจในศีลธรรมโซอี้ (แอนนาเคนดริก) และนักชีววิทยาตาใสเดวิด (แดเนียลแดคิม)

ใช้เวลาฝึกอบรมและเสนองานวิจัยที่เสนอสำหรับภารกิจทางวิทยาศาสตร์นี้เป็นเวลาสามปี การเดินทางสองปีของพวกเขายังแสดงถึงการเดินทางสู่ดาวอังคารครั้งที่สามและครั้งสุดท้ายของผู้บัญชาการมารีน่าบาร์เน็ตต์ (Toni Collette ซึ่งใช้สำเนียงออสเตรเลียตามธรรมชาติของเธอ) ในทางกลับกันมีบุคคลหนึ่งที่ไม่ได้ลงทะเบียนสำหรับความรับผิดชอบนี้ หลายชั่วโมงหลังจากเปิดตัว Marina พบผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บซ่อนตัวอยู่ในห้องแคบ ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่นั่นได้อย่างไร พวกเขารู้แค่ว่าเขาได้รับบาดเจ็บและการปรากฏตัวของเขาทำให้เกิดตัวแปรที่อันตรายและคาดไม่ถึง กำกับโดยโจเพนนาร่วมเขียนบทกับไรอันมอร์ริสันต่อจากคู่หู Mads Mikkelsen นำแสดงโดย Arctic Stowaway เป็นภาพยนตร์แนวเอาชีวิตรอดเรื่องที่สองของทั้งคู่ ในความเป็นจริงผลงานทั้งสองของพวกเขามีความ

คล้ายคลึงกันบางประการ: พวกเขาเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดใจ ในขณะที่อาร์กติกส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในเครื่องบินที่กระดกเรือของลูกเรือ Stowaway ดูใกล้กับเรือดำน้ำในโถงทางเดินแคบ ๆ มากกว่าบ้านหลังที่สองที่สร้างขึ้น การรวมตัวละครที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นคนที่อาศัยโอกาสในการอยู่รอดของตัวเอกทำให้เกิดดราม่าทั้งสองเรื่อง ในที่สุดตัวละครเอกเหล่านี้ถูกบังคับให้เลือกระหว่างชีวิตของพวกเขาและช่วยชีวิตคนที่พวกเขาแทบไม่รู้จัก ในอาร์กติกบุคคลนี้เป็นหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังจากเฮลิคอปเตอร์ของเธอตกในทุ่งทุนดราห่างไกล ใน Stowaway การค้นพบ Michael (Shamier Anderson) ซึ่งเป็นวิศวกรยิงจรวดที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสทำให้เกิดเหตุการณ์หายนะที่ทำให้ลูกเรือทั้งหมดตกอยู่ในอันตราย

รีวิวภาพยนต์ เรื่องNew Gods: Nezha Reborn

นี้คือภาพยนต์อนิเมชั่นที่ดีที่สุดอีกเรื่องที่เคยดูมาและในเรื่องสีสันนั้นสวยมากโดยเรื่องราวจะเริ่มที่ หลี่หยุนเสี่ยง หนุ่มนักซิ่งมอเตอร์ไซค์สุดเท่ ที่มีอาชีพหลักเป็นการค้าของเถื่อนเพื่อเลี้ยงครอบครัวที่มีพ่อ พี่ชายและน้องสาว โดยพวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองตงไห่ ดินแดนแห้งแล้งที่ถูกผู้มีอำนาจผูกขาดน้ำไว้ ความเป็นอยู่ของผู้คนในตงไห่จึงไม่ราบรื่นเท่าไหร่นัก จนกระทั่งหยุนเสี่ยงได้เข้าปะทะกับแก๊งมาเฟียของตงไห่ที่มีทั้งอำนาจและพลังพิเศษ ครอบครัวของเขาต้องพบเรื่องร้าย แต่ขณะเดียวกันนั้น หยุนเสี่ยงก็ได้พบว่าในกายของเขา มีพลังของเทพนาจาซ่อนไว้และรอที่จะระเบิดออกมา

อย่างแรกต้องชื่นชมในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ในการเอาเรื่องของพงศาวดาร เฟิงเฉิน (封神) ที่มีชื่อไทยคือ สถาปนาเทวดา ที่เป็นนิยายจีนโบราณในช่วงราชวงศ์หมิง เขียนโดย ฉวู่จงหลิน เกี่ยวกับเรื่องของมนุษย์โลกที่แย่งชิงอำนาจ โดยมีเหล่าทวยเทพและปีศาจเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยใน Nezha: Reborn ก็ได้นำมาดัดแปลงเสริมเข้าไป ให้มีพลังของเหล่าเทพจีนองค์อื่นแทรกเข้ามา พร้อมปรับแบ็คกราวด์พื้นหลังของเนื้อเรื่องให้เป็นยุคดิสโทเปีย ที่มนุษย์ต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก และแก่งแย่งชิงดีเพื่อความอยู่รอด

ซึ่งในส่วนของแบ็คกราวเนื้อเรื่องนี้เอง ที่ช่วยให้รู้สึกกดดันร่วม เพราะชวนให้กระตุ้นจิตสำนึกภายในเสมอว่าความเท่าเทียมและความยุติธรรม มันควรจะมีอยู่กับทุกคน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่บางช่วงก็รู้สึกหน่วงไปเล็กน้อย ซึ่งก็ได้ไคลแม็กซ์ในท้ายเรื่องมาช่วยกลบความหน่วงนั้นจนมิด เพราะจัดเต็มทั้งดราม่าและแอคชั่น

นอกเหนือจากเนื้อเรื่องที่ดีแล้ว ความแปลกใหม่ในการนำเหล่าเทพมาใส่ ก็ไม่ได้นำมาแค่จากในนิยาย และไม่ได้มีเพียงแค่นาจาที่เป็นตัวชูโรงหลัก กลับมีเทพอื่น ๆ ที่คนไทยคุ้นเคยจำนวนมาปรากฎอยู่ในเรื่อง ที่ได้เห็นแล้วก็จะต้องเข้าใจทันทีโดยไม่ต้องบอกเล่าเพิ่ม

และส่วนที่สวยงามอย่างลายเส้น การเคลื่อนไหวของตัวละครและฉากแอคชั่น ที่ช่วงแรกจะรู้สึกแข็ง ๆ และแปลกตาไปบ้างเล็กน้อย อาจจะเป็นเพราะเป็นสไตล์ของสตูดิโอจีน แต่เมื่อรับชมไปสักพัก ก็จะเริ่มรู้สึกสบายและไหลลื่นไปกับบทบาทของตัวละคร จนกระทั่งถึงครึ่งเรื่อง ก็จะเริ่มพบกับดีไซน์สุดเท่มากมาย จนรู้สึกว่าบางอย่างก็ดูคล้ายของฝั่ง Marvels แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำได้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบบที่ไม่เหมือนใคร จนอาจจะรู้สึกหลงใหลกับความเท่ของ หลี่หยุนเสี่ยง

รีวิวหนังเรื่อง MULAN – มู่หลาน

สำหรับภาพยนต์เรื่อง MULAN เราว่าเฉยๆนะ เพราะทำรู้สึกมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างภาพยนต์คนแสดงกับฉบับการ์ตูนเราว่าเราอยากเห็นภาพกราฟฟิตแบบสวยอรังกานรแต่ก็ไม่มีให้เห็นฮัวมู่หลาน ที่ลอบปลอมตัวเป็นชายออกรบแทนฮัวโจว บิดาแก่ชราในศึกเพื่อปกป้องประเทศและราชบัลลังก์ของฮ่องเต้ จากบอริข่าน ที่มีเซียนเหนียง แม่มดอาคมแก่กล้าที่สามารถแปลงร่างเป็นเหยี่ยวดำที่กรีฑาทัพไปที่ใดก็มีแต่ความตาย จนมู่หลานและเหล่าทหารภายใต้การฝึกของผู้การถัง(ดอนนี เยนหรือเจิ้งจือตัน) ต้องต้านทัพของศัตรูตัวฉกาจก่อนจีนจะสิ้นแผ่นดิน

โดยคงไว้ซึ่งฉากสำคัญ ๆ ของฉบับแอนิเมชันแต่นำมาตีความใหม่ให้เหมาะกับฉบับหนังซึ่งส่วนตัวมองว่าดีกว่าการตามการ์ตูนจนเป๋เหมือน The Lion King ที่ผ่านมาซึ่งตัวหนังเปลี่ยนรายละเอียดทั้งชื่อตัวละครตัดประเด็นโรแมนติกระหว่างมู่หลานกับนายกองออก และแน่นอนตัดมูซูมังกรแดงพูดได้ออก ยังมีคิวบู๊ที่น่าประทับใจประหนึ่งทีมสตันท์ได้ดูเดชคัมภีร์เทวดาของเฉินเสี่ยวตงแล้วมาลองเล่นกันดูเพราะมันทั้งพิสดารและชวนตื่นตาจนมู่หลานฉบับนี้ไม่ต่างจากหนังกำลังภายใน ที่สำคัญบทหนังยังปูพื้นวัฒนธรรมจีนได้อย่างเข้าอกเข้าใจและไม่ขัดความรู้สึกผมในฐานะที่มีเชื้อสายจีนคนหนึ่ง

โดยเฉพาะการสำรวจผู้หญิงในวัฒนธรรมจีนที่เกียรติยศสูงสุดต่อครอบครัวคือการออกเรือนซึ่งแม้จุดนี้ฉบับแอนิเมชันจะมีการเอ่ยถึงมาแล้วแต่สำหรับฉบับหนังก็มีการเพิ่มรายละเอียดที่น่าสนใจโดยเฉพาะการเปิดเรื่องที่มู่หลานตอนเด็กกำลังวิ่งไล่จับไก่และเผลอแสดงลมปราณออกมาจนพ่อต้องขอให้เธอเก็บพลังของเธอไว้เป็นความลับเพื่อให้เติบโตในฐานะบุตรีที่จะออกเรือนกับชายหนุ่มในอนาคต

ซึ่งถือเป็นการสร้างซีนเปิดเรื่องที่ชาญฉลาดอย่างยิ่งและตลอดเรื่องก็จะมีประโยคที่เธอถูกพูดใส่ตลอดนั่นคือ Know Your Place หรือ การวางตนให้เหมาะสมซึ่งเป็นกรอบธรรมเนียมวัฒนธรรมจีนที่กดผู้หญิงให้ไม่มีทางเลือกในชีวิตมากนักและในขณะเดียวกันซีนเปิดเรื่องนี้ยังช่วยอุดรูรั่วให้กับประเด็นความเก่งกาจของมู่หลานในฉบับหนังที่ไร้ซึ่งมังกรแดงพูดได้อย่างมูซูมาช่วย (แต่มีนกฟีนิกซ์ประจำตระกูลที่บินโฉบมาจากไหนไม่รู้แทน 555)

รีวิวภาพยนต์ไทย เรื่อง อ้าย..คนหล่อลวง

ต้องยอมรับเลยว่าค่ายหนัง gdh นั้นทำหนังออกเกือบทุกเรื่องคือดี และน่าเข้าไปดูและนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจโดยเรื่องเริ่มต้นขึ้น เพชร ที่ถือว่าเป็นนักต้มตุ๋นฝีมือดีหลอกเอาเงินอิน ไปจาหมดตัว และจนวันหนึ่ง อิน พนักงานศรีสวัสดิ์ก็โดน ทาวเวอร์ 18มงกุฎแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินแต่ อิน รู้ทันจนเกิดทำให้ ทาวเวอร์ กลัวโดนตำรวจจับ ทาวเวอร์ จึงโทรมาขอเจรจากัย อิน โดยให้ยื่นขอเสนอให้แก้แค้น เพชร และเรื่องวุ่นๆจึงเกิดขึ้น

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดบอดของหนังเมษ ธราธรมาตลอดคงหนีไม่พ้นบทภาพยนตร์ที่แทบจะไม่ได้ทำหน้าที่อะไรไปมากกว่าการถูกใช้เพื่อรองรับมุกตลกสไตล์การ์ตูนหรือคอมิกคอมเมดี (Comic Comedy) อันเป็นลายเซ็นมาตลอด แม้ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันประเด็นที่หนังเขาบอกเล่าจะน่าสนใจมากทั้งการแข่งสอบสวนตู้ATMแจกเงินของคู่รักที่ต้องเลือกระหว่างความรักกับหน้าที่การงาน

หรือการพัฒนาตัวเองเรียนภาษาอังกฤษเพื่อตามไปง้อสาวคนรักก่อนที่หัวใจจะเริ่มสะกดคำว่าI Love Youกับครูผู้สอนที่ทำให้เห็นทั้งการดิ้นรนในหน้าที่การงานและความสำคัญของความรู้ภาษาอังกฤษเพื่อต้อนรับ AEC แต่พอหนังมุ่งไปทางคอมเมดี้เป็นหลักและเรื่องรักเป็นภาคบังคับเราเลยเห็นความลักลั่นไม่ลงตัวในเนื้องานของเขามาตลอด

แต่กับฝีมือการปั้นบทของเต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวีที่ก่อนหน้านี้เขียนบทให้ ผู้กำกับ โต้ง – บรรจง ปิสัญธนกูล มาตลอดก็ทำให้ อ้าย..คนหล่อลวง เป็นบทหนังที่ถึงพร้อมด้วยลูกเล่นแพรวพราวและเต็มไปด้วยไอเดียเจ๋ง ๆ โดยเฉพาะการหยิบจับข่าวการหลอกเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และปัญหาคลาสสิกของสังคมไทยอย่างการหลอกโดยใช้ความรักเป็นเครื่องมือมาผูกโยงบทและมันยังสามารถรองรับกับมุกสไตล์ เมษ ธราธรที่เต็มไปด้วยตัวละครบุคลิกแบบการ์ตูน ๆ ได้ลงตัวราวกับวัดตัวตัดเสื้อผ้าเลยทีเดียว

รีวิวหนังเรื่อง Monster Hunter – มอนสเตอร์ ฮันเตอร์

เรื่องราวของ Monster Hunter เป็นเรื่องราวการต่อสู่อสูรร้ายที่ต้องเอาชีวิตให้รอดจากพื้นที่ที่มีแต่ทะเลทราย และอสูรร้าย ค่อยจองพวกเขาอยู่ตลอด และภาพยนต์เรื่องนี้เราจะได้เห็นโทนี จา เขาเล่นมุกด้วย ไม่ใช่จะมีแค่บู๊อย่างเดียว และ Monster Hunter ก็มาจากเกมและช่วงแรกตัวหนังก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก ก็ถือว่าน่าเบือเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

และไม่เกินอึดใจในเมื่อโปสเตอร์บอกไว้แล้วว่ามีมิลลา โยโววิช AKA Mia Phu Kum Kub (เมียผู้กำกับอ่ะแหละ จะเขียนเป็นคาราโอเกะเพื่อ ?) หนังก็เลยเปลี่ยนเกียร์ไปเล่าเรื่องทหารกลุ่มหนึ่งที่มีเจ๊มิลลา โยโววิชที่เป็นผู้บังคับบัญชานาม อาร์ทีมิสซึ่งหนังลากยาวไปกับฉากเล่นมุกระหว่างสหายลายพรางที่พูดถึงวีรกรรมของเจ๊อาร์ทีมิสและส่องกล้องหาคนหาย..เล่นมุก…ส่องกล้อง..หาคนหาย…เวียนวนอยู่ร่วม 10 นาทีกว่าไอ้แสงประหลาดจะมาช่วยชีวิตผู้ชมและพาพวกมันไปเจอมอนสเตอร์มุดดินเสียที

และหลายคนคิดว่าจากนี้หนังจะให้เราเห็นการเอาชีวิตรอดของเหล่าทหารหาญและเล่นดราม่าชีวิตครอบครัวเหมือนที่หนังปูไว้ปรากฎหนังใช้เวลาช่วงมอนสเตอร์กำจัดพวกเขาสั้่นกว่าไอ้ตอนทัวร์ทะเลทรายส่องกล้องซะอิ๊ก..ฮ่าาาาาา แต่เดชาบุญเหมือนพอล ดับเบิลยูเอส แอนเดอร์สัน แกก็คงกลัวบาปแหละเลยรีบพาเจ๊มิลลาเมียคนสวยไปพะบู๊กับพี่จา พนมของเราซักที

แล้วก็อัดซีนแอ็กชันตื่นตาตื่นใจทั้งมิลลาซัดจาพนม (จนคนดูเหนื่อย) ไปจนถึงฉากวิ่งหนีมอนสเตอร์ซักพักข้ามฟากไปรวมพลมาไฝ่ว์กับมอนสเตอร์ตุ้บตั้บ ๆ จนหนังจบน่ะแหละ ซึ่งภาพรวมแล้วถ้าถามว่าหากคุณต้องการหาหนังแอ็กชันซัดมอนสเตอร์ตัวยักษ์ตูมตาม Monster Hunter ก็คงตอบโจทย์ได้ไม่ยากน่ะแหละเพราะด้วยคุณภาพของงานสเปเชียลเอฟเฟกต์ที่ทำได้ไม่ขี้เหร่เลยและน่าจะเป็นหนังฟอร์มยักษ์ไม่กี่เรื่องของปีนี้ที่รู้สึกเลยว่าซีนแอ็กชันแฟนตาซีดูใหญ่และทำได้ถึงใจจริง ๆ

ส่วนสาวกแฟนเกมต้นฉบับอันนี้ต้องทำใจล่ะเพราะนอกจากชื่อมอนสเตอร์ คอสตูมของพี่จา พนมและตัวละคร NPC (ตัวละครในเกมที่ไม่ได้ถูกบังคับโดยผู้เล่น) อย่างแมวพ่อครัวแล้วหนังก็เหมือนผิดกลิ่นจากเกมไปสิ้นเชิงดังนั้นเราอาจจะต้องเรียกหนังอย่าง Monster Hunter เป็นเหมือนเรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจจากเกมซะมากกว่าซึ่งข้อดีก็คือมันน่าจะช่วยให้คนไม่เคยเล่นเกมอยากหาเกมมาเล่นมากขึ้นและเห็นเสน่ห์ของเกมตำนานเกมนี้ได้ไม่ยากเลยครับ

Doctor Strange ฮีโร่พลังเวทย์ ภาพสวยทะลุมิติ

Doctor Strange ฮีโร่พลังเวทย์ ภาพสวยทะลุมิติ

Marvel เก่งในการทำหนังเปิดฮีโร่ตัวใหม่ ราวกับมี “สูตรสำเร็จในการสร้างหนังซุปเปอร์ฮีโร่” กับฮีโร่จอมเวทย์อย่าง Doctor Strange สูตรดังกล่าวก็ยังคงได้ผลดี ที่ทำให้เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ดูง่าย และตอบสนองความบันเทิงได้ครบถ้วน

Doctor Strange อาจเป็นชื่อซุปเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ค่อยคุ้นหูคนไทยนัก แต่ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ทั้งนักแสดงนำ ธีมเรื่องเกี่ยวกับเวทย์มนต์ ชื่อชั้นของ Marvel อีกทั้งหนังตัวอย่างที่ออกมาโชว์งานอลังการเทคนิคพิเศษ ก็ทำให้หนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้น่าดูยิ่งขึ้น

“เวทมนตร์” คำนี้เข้ามาขยายจักรวาลหนัง Marvel

Doctor Strange เล่าเรื่องราวของ Stephen Strange ศัลยแพทย์ประสาทชื่อดัง ที่เป็นเซียนเพลงตัวยง ชอบเล่นมุกฝืด และมีนิสัยรวย! ..แต่อุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้มือทั้งสองข้างของเขาไม่อาจรักษาคนไข้ได้อีก เขาพยายามรักษาด้วยวิธีการแบบตะวันตกก็ยังไม่หาย จึงเดินทางสู่ตะวันออกความหวังสุดท้ายที่คามาร์ทาจ ที่นั่นเขาได้พบกับ Ancient One อาจารย์ที่ทำให้เขาได้พบว่า โลกไม่ได้เป็นในแบบที่เขาเข้าใจ เขาได้เรียนการใช้เวทมนตร์ และรู้ว่าที่นี่คือศูนย์กลางในการต่อสู้กับศัตรูจากมิติอื่น ซึ่งเขาต้องตัดสินใจว่าจะต่อสู้เพื่อปกป้องโลกหรือกลับไปสู่ชีวิตที่เขาเคยมี


ธีมเวทมนตร์ของ Doctor Strange นั้นจับต้องเรื่องราวของการเกิดดับ จิตวิญญาณ พลังลี้ลับ มิติคู่ขนาน มิติเวลา รายละเอียดเหล่านี้ เป็นรายละเอียดที่เล่าออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ได้ยากมาก เราจะพบว่าหนังส่วนใหญ่ที่เล่าเรื่องราวเหล่านี้ มักเป็นหนังอินดี้ ที่เรียกร้องคนดูในการทำความเข้าใจต่อหนังสูง แต่กลับถูกบอกเล่าออกมาได้รวบรัด งดงาม สื่อสารกับคนดูด้วยภาพและบทสนทนาที่เข้าใจได้ง่าย นอกเหนือจากความสนุก มองอีกมุม นี่คือหนังที่ว่าด้วยเรื่องของคนที่พยาายามกอบกู้ตัวเองจากจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต อีกทั้งหนังยังแฝงประเด็นเสียดสีเล็กๆ ในตัวของ Doctor Strange จากหมอผู้ที่ “รักษาชีวิต” แต่ต้องมา “ทำลายชีวิต” เพื่อปกป้องโลก

Doctor Strange จากหมอผู้ที่
Doctor Strange จากหมอผู้ที่ “รักษาชีวิต” แต่ต้องมา “ทำลายชีวิต” เพื่อปกป้องโลก

Marvel มีสายตาอันร้ายกาจ ในการคัดเลือกผู้กำกับที่จะทำให้หนังซุปเปอร์ฮีโร่ของเขา ใครจะคิดว่าผู้กำกับ Scott Derrickson ที่มีเครดิตจากหนังสยองขวัญอย่าง Sinister, Deliver Us from Evil จะทำ Doctor Strange ออกมาได้สนุกลงตัวขนาดนี้ ครบถ้วนทั้งฉากแอ็กชั่น มุกตลก และเทคนิคพิเศษสุดอลังการ

VFX ในเรื่องนี้ ทำออกมาได้ชวนตะลึง
VFX ในเรื่องนี้ ทำออกมาได้ชวนตะลึง

ซึ่ง VFX หรือเทคนิคพิเศษด้านภาพในเรื่องนี้ ทำออกมาได้ชวนตื่นตะลึงและให้ประสบการณ์ใหม่ในการดูหนังที่ใช้เทคนิคพิเศษแก่คนดู โดยหลักๆ มี 2 ฉากใหญ่ที่ห้ามกะพริบตา คือ หนึ่งคือฉากที่ Strange ถูก Ancient One ผลักวิญญาณออกไปจากร่าง เพื่อให้ล่องลอยไปสู่มิติภพภูมิต่างๆ ฉากนี้จัดเป็นซีนยอดเยี่ยมด้านเทคนิคพิเศษประจำปีนี้ได้เลย อีกฉากก็คือ ฉากแอ็กชั่นทะลุมิติในเมือง ซึ่งใครชอบฉากตึกในเมืองบิดเบี้ยวแบบหนัง Inception ใน Doctor Strange มีเหมือนกัน แถมเว่อร์วังอลังการย่ิงกว่าหลายเท่า ซึ่งแนะนำให้ดูบนจอ IMAX 3D เพื่ออรรถรสและความตื่นตาตื่นใจกันแบบขั้นสุด

ฉากแอ็กชั่นทะลุมิติในเมืองสุดมัน
ฉากแอ็กชั่นทะลุมิติในเมืองสุดมัน

ความยาวหนัง 115 นาที กับรายละเอียดที่มากมายตามประสาหนังภาคแรกที่เล่าที่มาที่ไปของฮีโร่ เสี่ยงที่ตัวละครอื่นที่ไม่ใช่ตัวนำจะขาดมิติ แต่หากหนังทีมนักแสดงนำที่ดี ก็สามารถช่วยเสริมให้ตัวละครมีมิติน่าจดจำโดยใช้เวลาไม่มาก ซึ่งทีมนักแสดงนำใน Doctor Strange ถือเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีการคัดเลือกนักแสดงที่ดีมากๆ

ตัวนำอย่าง Benedict Cumberbatch เป็น Doctor Strange ที่เจ้าปัญญาและเท่สุดๆ Chiwetel Ejiofor, Rachel McAdams และ Tilda Swinton ล้วนแต่เป็นนักแสดงมีฝีมือ ที่ต่างก็ทำให้ตัวละครที่พวกเขาสวมบทบาทโดดเด่น น่าประทับใจ

Doctor Strange ถือเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีการคัดเลือกนักแสดงที่ดีมากๆ
Doctor Strange ถือเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีการคัดเลือกนักแสดงที่ดีมากๆ

มองในมุมจักรวาลหนังของ Marvel หนัง Doctor Strange มีวัตถุประสงค์ที่คล้ายกับหนัง Thor หรือ Guardian of the Galaxy ที่เข้ามาขยายจักรวาลหนัง Marvel ให้ใหญ่โตขึ้น ก่อนจะนำไปสู่บทสรุปในภาคต่อของการรวมฮีโร่ใน Avengers: Infinity War ที่จะตามมาในอนาคต ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาถือเป็นความสำเร็จระดับที่แฟนบอยต้องฟินกันแน่ๆ

แต่ในมุมของคนดูหนังซุปเปอร์ฮีโร่ทั่วไป อาจกล่าวได้ว่า Doctor Strange ถือเป็นการยกระดับของหนังซุปเปอร์ฮีโร่ขึ้นไปอีกขั้น ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของหนังซุปเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่แค่เอาฉากแอ็กชั่น พลังวิเศษ งานซีจี มารัวๆ ใส่คนดู แต่ต้องมาพร้อมแก่นสาระให้จับต้องได้ ซึ่ง Doctor Strange มีของที่ว่ามาครบถ้วน และลึกซึ้งระดับจิตวิญญาณ

โปสเตอร์ Doctor Strange
โปสเตอร์ Doctor Strange

Doctor Strange ฮีโร่พลังเวทย์ ภาพสวยทะลุมิติ

รีวิวหนังใหม่

รีวิว : หนัง ” Extracurricular ” หนังใหม่มาแรง จากทาง Netflix

รีวิว : หนัง " Extracurricular "  หนังใหม่มาแรง จากทาง Netflix

วันนี้ผมก็จะมารีวิว หนังเกาหลีใหม่ น่าดูจากทาง Netflix ที่ขอรับประกันเลยว่า แตกต่างจากหนังเกาหลีแนววัยรุ่นเรื่องอื่น ๆ อย่างแน่นอนโดยจะเป็นเรื่องอะไรกันนั้นลองไปชมกันดูเลยครับ

เรื่อง ” Extracurricular “

โดยเรื่องนี้นั้น เรียกได้ว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะตัวหนังนั้นมีการดำเนิ่นเรื่อง ได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ และ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างของหนัง ที่ทำให้เรานั้นได้รู้สึกว่ามันแตกต่างจาก หนังเกาหลีวัยรุ่นเรื่องอื่น ๆ คือตัวหนังจะมีการเสียดสีสังคมออกมาได้อย่างตรงจุดมาก ซึ่งเราอาจไม่สามารถหาดูได้จากเรื่องอื่น และ เรายังสามารถดูได้ที่ทาง Netflix ส่วนทางด้านของนักแสดงนั้น หลายคนอาจไม่ได้รู้เค้ากันมาก เพราะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แต่กับแสดงออกมาได้ดีเยี่ยมมาก คนแสดงนั้นก็คือ คิม ดงฮี นักแสดงหนุ่มที่ได้มาสวมบทบาท นักเรียนหนุ่มได้ออกมาดีเอามาก ๆ จนเราต้องอินไปกับตัวหนังเลยก็ว่าได้

ซึ่งทางเรื่องย่อนั้น ตัวเรื่องจะกล่าวถึง โอจีซู เด็กหนุ่มวัยมัธยมปลาย ที่เพราะพ่อแม่นั้น ได้หายตัวไป จนทำให้เค้านั้นต้องอยู่เพียงลำพัง และต้องทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงตัวเอง ทำให้เค้าแทบไม่มีเวลาไปพูดคุยกับใคร และ ต้องอยู่อย่างเงียบ ๆ ภายในโรงเรียน แม้ว่าเค้าจะไม่มีพ่อแม่แต่ตัวของ โอจีซู ก็มีความฝันเหมือนกับทุกคนคือการได้เข้าเรียน ในมหาลัยชื่อดังให้ได้

แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เค้าคิด เพราะถึงแม้ว่าเค้าจะสามารถเข้าเรียนมหาลัยตามฝันเค้าได้ แค่เค้าก็ไม่มีเงินมากพอที่จะมาจ่ายค่าเทอม ได้แต่เพียงมองเพื่อนร่วมห้องของเค้า ที่มีพ่อแม่ให้เงินเพื่อไปเรียน แต่พวกเค้ากับไม่ต้องการจะไปเรียนกัน ซึ่งฉากนี้เริ่มที่จะทำให้เราสะท้อนเห็นถึงความจริงที่ว่า แม้เราจะมีความพยายามมากแค่ไหน ก็ไม่อาจไปถึงฝันได้ถ้าขาดโอกาส

เมื่อความสิ้นหวังมาประชิดตัว โอจีซู จึงได้ตัดสินใจทำงานที่ได้เงินมากที่สุดและไวที่สุด นั้นก็คืองาน อาชญากรรม นั้นเอง แม้ว่ามันอาจได้เงินมาง่าย แต่ผลกระทบที่ตามมานั้นไม่ง่ายเลย เค้านั้นต้องเจอกับสิ่งที่มันจะทำให้ชีวิตของเค้าไม่เหมือนเดิม โดยจะเป็นอย่างไรกันต่อนั้น ต้องลองไปชมกันดูนะครับ

ความคิดเห็นส่วนตัว ที่ผมนั้นได้ทำการดูมา ต้องยอมรับเลยว่าหนังทำออกมาได้สะท้อนกับสังคม ในปัจุบันได้เหมือนจริงอย่างมาก และ มีการดำเนิ่นเรื่องได้อย่างเร็วมากแต่กับสามารถทำให้เราไม่รู้สึก งง กับมันซึ่งมันถือว่าดีมาก แม้ว่าตัวเรื่องจะดูไม่ซับซ้อน แต่กับทำให้เราคนดูนั้นต้องดูกันและเพลอมีความรู้สึกร่วมไปกับตัวหนังกันเลยก็ว่าได้ ต้องขอชมเชยทาง Netflix จริง ๆ ที่ได้นำหนังเรื่องนี้มาเผยแผ่เพราะมันให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากหนัง วัยรุ่นเกาหลีเรื่องอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งเราแทบจะไม่สามารถหาดูได้แล้วจริง ๆ โดยส่วนตัวนั้นผมให้คะแนยเรื่องนี้ไปเลย 10 เต็ม 10 ต้องขอบอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดครับ

รีวิว : หนัง ” Extracurricular ” หนังใหม่มาแรง จากทาง Netflix

รีวิวหนังใหม่